วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556

นายแน่มาก

คาทอลิกในประเทศไทยตามสถิติปี 2545 มีจำนวน 290,503 คน ในขณะที่ประชากรไทยมีทั้งสิ้น 63,471,901 คน นับว่าเป็น 0.46 %  ของคนไทยทั้งหมด
                ใคร ๆ ก็ชมว่าเมืองไทยนี้ดีจริง ๆ มีสิทธิภาพทางศาสนา เราสามารถอยู่กันได้อย่างสันติสุข ความแตกต่างในการนับถือศาสนาไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตและการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ
                แบบสอบถามเยาวชนคาทอลิกของศูนย์อบรมคริสตศาสนธรรมประเทศไทยข้อหนึ่ง ถามว่า ท่านวางตัวอย่างไรกับเพื่อนที่ต่างความเชื่อ
                คำถามนี้มีผู้ตอบจำนวน 441 คน คำตอบที่มีจำนวนมากที่สุดร้อยละ 53 (234 คน) คือ ปรกติ ธรรมดา เหมือนเพื่อนทั่วๆไปร้อยละ 17 ตอบว่าวางตัวเป็นกลาง และร้อยละ 7 บอกว่าทำตัวเป็นเพื่อนที่ดี พูดเรื่องของความเชื่อให้เพื่อนฟังส่วนที่เหลือเป็นความคิดเห็นอื่น ๆ
                คำตอบของเยาชนมีน้ำหนักไปในทางบวกทั้งหมด เช่น ไม่ลบหลู่ความเชื่อของคนอื่น เคารพสิทธิของกันและกัน ปรับตัวเข้าหากัน หลีกเลี่ยงการพูดคุยที่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง ถามตอบในสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งอยากรู้ ฯลฯ
                คำสอนของคาทอลิกเรื่องของความสัมพันธ์กับคนต่างความเชื่ออยู่ในคำสอนภาคที่ 1 ในเรื่องพระศาสนจักหนึ่งเดียว ศักดิ์สิทธิ์ สากล และสืบจากอัครสาวก เป็นต้นในข้อที่ 839-845
                ตามคำสอนของคาทอลิก หลักใหญ่ประการแรก ก็คือ เราทุกคนเป็นพี่น้องกัน เป็นลูกของพระเจ้าด้วยกัน แม้จะมีความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกัน แต่ก็มีบ่อเกิดและจุดมุ่งหมายของชีวิตเดียวกัน คือ การแสวงหาความจริงสูงสุดของชีวิต เพื่อจะไดทำให้ชีวิตมีความสุข จะต่างกันก็ที่การค้นพบความจริงสูงสุดและการเรียกชื่อความจริงสูงสุดนั้น เช่น คริสต์เรียกสิ่งนั้นว่า พระเจ้า เป็นต้น
                ดังนั้น แทนที่จะแข่งขันหรือชิงดีต่อกัน เราควรที่จะร่วมมือกันสร้างสันติแก่โลก คาทอลิกสอนให้เรามองคุณงามความดี หรือคุณค่าที่มีอยู่ในศาสนาอื่น ๆ สอนให้มองในแง่ดีของกันและกัน และนำเอาคุณงามความดีนั้นมาพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามคาทอลิกยังต้องยึดมั่นในความเชื่อศรัทธาที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเอง
                คำสอนอีกประการหนึ่งที่สำคัญ การเอาตัวรอดไปสวรรค์” ...สวรรค์เป็นของคนคริสต์เท่านั้นหรือ... เปลาเลย แต่สวรรค์เป็นของทุกคนที่ทำความดีตามมโนธรรมของตน คนที่แสวงหาความจริงและปฏิบัติตัวตามความจริงนั้น จะเอาตัวรอดไปสวรรค์ได้ ส่วนคนที่ปฏิเสธพระเจ้า หรือขัดสู้ต่อต้าน หรือมีความเพียรพยายามในการกระทำความดี คนเหล่านี้จะเอาตัวรอดไปสวรรค์ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เรามนุษย์ไม่สามารถตัดสินหรือชี้ถูกผิดชี้ผิดว่าใครจะเข้าสวรรค์หรือไม่ได้เข้าสวรรค์แต่เป็นหน้าที่ของพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มีสิทธิ์ หน้าที่ของคาทอลิกทุกคนคือการอยู่อย่างสันติกับทุกคน เคารพรักพระเจ้าอยู่หัว จงรักภักดีต่อชาติ ผู้ปกครองประเทศ เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน ช่วยกันทำให้สังคม หมู่บ้านของเรามีความสงบสุข อยู่แบบเป็น เกลือ เชื้อแป้ง และแสงสว่างส่องโลก
                เยาวชนเอ๋ย เธอทำถูกต้องแล้ว ....นายแน่มาก

น้ำใจเยาวชน

หลักคำสอนของคาทอลิกสรุปได้สองประการคือ รักพระเจ้าสุดจิตใจ และ รักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง
                นิทานเปรียบเทียบเรื่อง ชาวสะมาเรียผู้ใจดี เป็นเรื่องคลาสสิกของการแสดงความรักที่แท้จริง ที่เราพึงให้กันและกัน รัก คือ การช่วยเหลือกันโดยไม่เลือกว่าคนนั้นเป็นใคร โดยไม่หวังผลตอบแทนสิ่งใด รักต้องมีกิจการ
                ศูนย์อบรมคริสตศาสนธรรมประเทศไทย ได้สอบถามเยาวชน เพื่อตรวจสอบทัศนคติในเรื่องความรักความเมตตา โดยตั้งคำถามว่า ถ้าพบคนจน คนเจ็บ ท่านมักจะ...”
                เยาวชนที่ตอบคำถามนี้ทั้งสิ้นจำนวน 478  คำตอบอันดับหนึ่งจำนวนร้อยละ 59 (284 คน) บอกว่า ให้ความช่วยเหลือ และร้อยละ 22 ตอบว่า รู้สึกสงสารส่วนคำตอบที่เหลือเป็นคำตอบอื่น ๆ เช่น ไม่กล้าแสดงออก มองและเก็บไปคิด หดหู่ใจ สงสัยว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ฯลฯ
                ตามความรู้สึกของผู้เขียนแล้วยังไม่ค่อยสบายใจกับคำตอบของเยาวชนคาทอลิกนัก พูดตรง ๆ ว่า จำนวนเยาชนที่ตอบว่า ให้ความช่วยเหลือน่าจะมากกว่านี้ ถ้าเป็นคาทอลิกจริง ต้องกล้าช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
                คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อคนยากไร้นั้น อยู่ในข้อที่ 2443 – 2449 คำสอนฯได้พูดถึงกินการแผ่เมตตาโดยแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ กิจการแห่งเมตตาทางจิตใจ และกิจการเมตตาทางกาย โดยสอนว่า เป็นกิจการที่เราช่วยเพื่อนบ้านของเราในสิ่งที่เขาต้องการ หรือมีควาทรงจำเป็นทั้งทางกายและจิตใจ  การอบรม ให้คำปรึกษา ปลอบบรรเทาใจ เป็นกิจเมตตาจิต เช่นเดียวกับการยกโทษและอดทนต่อความผิด
                กิจการแห่งเมตตาทางกายประกอบด้วยการให้ของกินกับผู้ที่หิวโหย ให้ที่พักแก่ผู้ไร้ที่พึ่งพิง ให้เครื่องนุ่งห่มแก่ผู้ที่ไม่มี เยี่ยมเยือนคนเจ็บไข้และนักโทษถูกคุมขัง และฝังศพ ท่ามกลางกิจการเหล่านี้ การให้ทานแก่คนยากไร้นั้น เป็นกิจการหนึ่งที่เป็นพยานสำคัญแห่งความรักเมตตาฉันพี่น้อง ยังเป็นการปฏิบัติความยุติธรรมซึ่งเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า (คำสอนฯข้อ 2447)
                ทัศนคติที่เราจะต้องมีต่อเพื่อนมนุษย์ตามคำสอนของพระเยซูเจ้าก็คือ ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา(พระเจ้า)เอง (มธ 25:40)
                ดังนั้น เยาวชนและคริสตชนคาทอลิกทั้งหลาย จะต้องเด่นในเรื่องเมตตากิจนี้จึงจะเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า และจะเป็นคำตอบของเราเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพระเจ้าในวันพิพากษา

เพลงในวัดที่ชอบและไม่ชอบ

เพลงเป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรมของเรา เพลงก็คือการภาวนาแบบหนึ่งนั้นเอง
                ศูนย์อบรมคริสตศาสนธรรมประเทศไทย ได้ทำการสำรวจถึงเพลงที่เยาวชนชื่นชอบและเพลงที่ไม่ชอบ โดแบ่งออกเป็นสองคำถาม คือ เพลงในวัดที่ชอบคือ..” และ เพลงในวัดที่ไม่ชอบคือ..”
เยาวชนให้คำตอบสำหรับคำถามแรก 454 คำตอบ โดยระบุชื่อเพลงที่ชอบแตกต่างกัน ถึง 114 เพลง เพลงที่มีผู้ชอบเหมือนกันมีกระจัดกระจาย แต่ทีมีจำนวนเหมือนกันมากที่สุด คือ เพลงพักพิงในพระเจ้า (ร้อยละ 5) และพระวิหารศักดิ์สิทธิ์ (ร้อยละ 4)
ส่วนเพลงที่ไม่ชอบมีผู้ตอบ 312 คำตอบ มีลักษณะกระจัดกระจายกันเช่นเดียวกัน มีระบุชื่อเพลง 34 เพลง ส่วนใหญ่ตอบไม่มีเพลงที่ไม่ชอบ และอีกจำนวนหนึ่งระบุประเภทของเพลงที่มี่ชอบ คือ เพลงที่ร้องไม่เป็น เพลงลาติน เพลงช้า ๆ เพลงงานศพ ฯลฯ
เรื่องของเพลงศักดิ์สิทธิ์นี้ พระศาสนจักรได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยในวันฉลองระลึกถึงนักบุญเซซีลีอา ( 22 .. 2003 ) พระสันตะปาปา ยอห์น ปอลที่ 2 ได้ออกพระสมณลิขิตเรื่อง บทบาทของดนตรีศักดิ์สิทธิ์ ในโอกาสครบรอบร้อยปีของ จดหมายเพื่อการอภิบาล ของพระสันตะปาปาปีโอที่ 10 ชื่อ Motu Proprio “Tra le Sollecitudini” เพื่อเน้นย้ำถึงบทบาทของเพลงในพิธีกรรมบทบาทของดนตรีศักดิ์สิทธิ์ พระสันตะปาปา ปีโอที่ 10 ทรงสอนว่า เป็นวิธีการเพื่อยกจิตใจขึ้นหาพระเจ้า และยังช่วยให้สัตบุรุษมีส่วนร่วมในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ และในการสวดภาวนาทางการร่วมกันอย่างสง่าของพระศาสนจักร
พระองค์ยังทรงเน้นว่า ถ้าหากดนตรีทั้งการบรรเลงและการขับร้องร่วมกันนั้น มิได้มีลักษณะของการภาวนา ความสง่างามและเกียรติภูมิแล้ว ก็ทำให้หมดโอกาสเข้าสู่บรรยากาศของความศักดิ์สิทธิ์และความเชื่อได้
สิ่งที่ต้องระมัดระวัง ก็คือ จะต้องทำให้ดนตรีศาสนาเป็นดนตรีที่บริสุทธิ์ ไม่เจือปนหรือเป็นการดูหมิ่นต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในแนวทางของดนตรีทางโลก หมายความว่า มิใช่ดนตรีทุกรูปแบบที่จะนำมาใช้พิธิกรรมเฉลิมฉลองได้
ส่วนรูปแบบของดนตรีศักดิ์สิทธิ์ถือว่า เกรโกเรียนเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของดนตรีศักดิ์สิทธิ์ และเครื่องดนตรีที่เหมาะสมกับเพลงเกรโกเรียนคือ ออร์แกนท่อ
เอกสารนี้ ยังได้แนะนำให้จัดตั้งคณะขับร้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาสนวิหารและวัดใหญ่ ๆ ที่สำคัญ คือ ในบ้านเณรและบ้านฝึกอบรมของคณะนักบวช
ถ้าหากวัดทุกวัดจัดให้เยาวชนรับผิดชอบเรื่องเพลงในพิธีจะเป็นไปได้ไหมหนอ

เพื่อนที่คบได้

มีคำพูดที่ว่า รู้จักเขาจากเพื่อนที่เขาคบ
ศูนย์อบรมคริสตศาสนธรรมประเทศไทยได้ทำการสำรวจถึงการคบเพื่อนของบรรดาเยาวชน โดยตั้งคำถามว่า เพื่อนสนิทของท่านมีลักษณะอย่างไร
                เยาวชนอายุ 15 – 20 ปีจำนวน 466 บอกถึงลักษณะของเพื่อนสนิทของพวกเขา 516 คำตอบ ลักษณะที่มีจำนวนมากที่สุดคือการมีอารมณ์ดี ร่าเริง สนุกสนาน มีจำนวนร้อยละ 32 และ ลำดับสองได้แก่ การมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ โอบอ้อม เสียสละ ห่วงเพื่อน ฯลฯ มีจำนวนร้อยละ 28
                คำตอบส่วนใหญ่ของบรรดาเยาวชนเน้นไปยังลักษณะทางนิสัยใจคอมากกว่าคุณสมบัติภายนอก
                สำหรับคาทอลิกเพื่อแท้ คือ เพื่อนที่ช่วยทำให้เราเข้าใกล้ชิดพระเจ้ามากยิ่งขึ้น เพื่อนที่คบแล้วทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น เป็นเพื่อนที่มีคุณธรรมประจำใจ
                คุณธรรมหลักตามคำสอนของคาทอลิกมี 4 ประการด้วยกัน คือ ความรอบคอบ ความยุติธรรม ความกล้าหาญ และความมัธยัสถ์ (คำสอนฯ ข้อ 1805 – 1809)
                ความรอบคอบ คือ การรู้จักวินิจฉัยหรือแยกแยะสิ่งต่าง ๆ ว่าสิ่งใดถูกต้องหรือผิด ดีหรือชั่ว และสามารถเลือกวิธีที่เหมาสมเพื่อลงมือปฏิบัติ
                ความยุติธรรม คือ ความพร้อมของจิตใจที่ให้ความเคารพนับถือต่อสิทธิของผู้อื่น ส่งเสริมความเสมอภาคและความดีงามของส่วนรวม พร้อมที่จะให้สิ่งที่ต้องให้แด่พระเจ้าและเพื่อนมนุษย์
                ความกล้าหาญ คือ ความพร้อมทางจิตใจที่จะแสวงหาหนทางเพื่อเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ในการดำรงชีวิต มีใจเข้มแข็งและสามารถเอาชนะการทดลองใจที่ต้องทำให้ชีวิตทางศีลธรรมต้องตำต่ำ กล้าหาญที่จะปฏิเสธและยอมเสียสละชีวิตตนเองเพื่อป้องกันสิ่งที่ชอบธรรม
                ความมัธยัสถ์ คือ การรู้จักยับยั้ง ควบคุม สัญชาตญาณ ความต้องการ และความกระหายทางประสาทสัมผัสด้วยความรอบคอบ ดำเนินชีวิตอย่างรู้จักประมาณตน มีสติ
                คุณธรรมเหล่านี้เราคาทอลิกทุกคนต้องพยายามสร้าง
                ถ้าใครมีเพื่อนที่มีคุณธรรมเหล่านี้ นั้นแหละ อย่าปล่อยให้หลุดมือ

ยามสุขคิดถึงใคร

สุขและทุกข์เป็นคู่กัน เมื่อเรามีความสุขหรือทุกข์เราคงไม่เก็บความสุขนั้นแต่จะต้องมีใครบางคนที่เราอยากจะให้เขาได้รับรู้ถึงความรู้สึกที่ลึก ๆ อยู่ในใจของเรา
ศูนย์อบรมคริสตศาสนธรรมประเทศไทยได้ทำการสำรวจเยาวชนในประเด็นที่ว่า มีความสุขนึกถึงใครหลังจากที่ได้สอบถามในทำนองเดียวกันว่า คนแรกที่ท่านนึกถึงเมื่อยามทุกข์ไปแล้ว
เยาวชน 466 คน ให้คำตอบเรื่องนี้มาทั้งสิ้น 545 คำตอบ ในบรรดาคำตอบเหล่านี้ ลำดับของบุคคลที่เยาวชนคิดถึงยังคงเป็นลำดับต่าง ๆ ที่เหมือนกับบุคคลที่พวกเขาคิดถึงยามที่มีความทุกข์นั้นคือ เยาวชนคิดถึงพ่อแม่และครอบครัวเป็นอันดับแรกคิดเป็นร้อยละ 49 ลำดับที่สองคิดถึงพระเจ้า พระเยซูเจ้า และพระแม่ นอกจากนั้น เป็นเพื่อน แฟน ตัวเอง และคำตอบอื่น ๆ
ได้พูดถึงบทบาทของพ่อแม่ไปแล้วในหัวข้อที่แล้ว ในที่นี้จึงขอพูดถึงความหมายของความสุขตามแนวทางคำสอนของคาทอลิก
ความสุขคือ หัวใจ ของการเทศนาของพระเยซูเจ้า หรือในคำเก่าคำสอนเรื่องบุญลาภความสุขเป็นลาภอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะมอบให้แก่มนุษย์ และในใจของมนุษย์เองทุกคนก็แสวงหา พระเจ้าทรงใส่ความปรารถนาจะมอบให้แก่มนุษย์ เพื่อดึงมนุษย์เข้าหาพระองค์เพราะพระองค์เท่านั้นสามารถเติมให้เต็มได้
ความสุขแท้ตามคำสอนของคาทอลิกคืออะไร คือการที่พระอาณาจักรของพระเจ้ามาถึงคือสภาพของบุคคลที่มีใจบริสุทธิ์ เพราะเขาจะได้เห็นพระเจ้า คือการเข้าสู่การพักผ่อนนิรันดรกับพระเจ้าความสุขของคาทอลิกคือ การตัดสินใจและลงมือกระทำตามคำสอนของพระเยซูเจ้า เป็นการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากสัญชาติญาณชั่วและให้แสวงหาความรักของพระเจ้าเหนือสิ่งทั้งปวง
ความสุขที่แท้จริงนี้ไม่พบในความร่ำรวยหรือความกินดีอยู่ดี ในเกียรติยศชื่อเสียงของมนุษย์ หรือในอำนาจ หรือในความสำเร็จของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้อาจจะมีประโยชน์..แต่ไม่สามารถทำให้เราพบความสุขแท้ได้ นอกจากในพระเจ้าผู้ทรงเป็นบ่อเกิดแห่งความดีและความรักทั้งปวงเท่านั้น
สำหรับเยาวชนความสุขของเขาอาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของพวกเขา เช่น ได้รางวัล ได้การยอมรับ ได้รับคำชมเชย ได้ความสำเร็จ แข่งกีฬาชนะ ฯลฯ เหล่านี้จะต้องมีคนรับรู้ และเสริมกำลังให้พยายามทำดียิ่งๆ ขึ้น แต่ที่สำคัญควรส่งเสริมให้พวกเขาก้าวหน้าไปสู่ความสุขที่แท้จริง นั้นคือ สุขที่ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระเยซูเจ้า นั้นคือ การได้ให้ความรัก ช่วยเหลือแก่ทุก ๆ คน ให้น้ำแก่คนที่หิว ให้อาหารคนที่ไม่มีกิน ให้เสื้อผ้าคนที่ไม่มีนุ่งไม่มีห่ม ให้ที่พักคนยากไร้ ไปเยี่ยมคนติดคุกและคนเจ็บป่วย ฯลฯ ความสุขเหล่านี้แหละจำไม่ลืมเลยที่เดียว