วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556

วันอาทิตย์

ทำไมพี่จึงไม่เปิดร้านขายของในวันอาทิตย์ล่ะ เพื่อนข้างบ้านถาม
                วันอาทิตย์พี่ต้องหยุดงาน แล้วไปวัดกันทั้งครอบครัว พี่เป็นคาทอลิก เหรอ..ดีจัง
                .............................................................................................................................................................                 
สัปดาห์หนึ่งมีเจ็ดวัน เมืองไทยของเราปรกติทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์เป็นวันหยุด เราทำอะไรกันในวันอาทิตย์ เป็นต้นบรรดาเยาวชน
                ศูนย์อบรมคริสตศาสนธรรมประเทศไทย ได้ทำการสำรวจเยาวชนอายุตั้งแต่ 15-20 ปี ว่า เมื่อพูดถึงวันอาทิตย์ความคิดแรกของท่านคือ....”
                เยาวชนตอบคำถามนี้จำนวนทั้งสิ้น 484 คน ผลปรากฏว่า ลำดับที่ 1 จำนวนร้อยละ 69 ตอบว่า จะต้องไปวัด ไปร่วมมิสซา ไปทำกิจศรัทธา ลำดับที่ 2 จำนวนร้อยละ 12 ตอบว่าคิดถึงวันหยุดและการพักผ่อน ส่วนที่เหลือเป็นคำตอบอื่น ๆ
                ตามหลักคำสอนของคำสอนของคาทอลิก เจตนารมณ์ของวันอาทิตย์ คือ การหยุดสรรเสริญขอบพระคุณพระเจ้า และเพื่อการพักผ่อนในครอบครัวหรือการไปทำกิจเมตตาต่าง ๆ
                พระราชบัญญัติของพระเจ้า(สิบประการ)ประการที่ 3 กำหนดว่า วันพระเจ้าอย่าลืมฉลองเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ และพระบัญญัติของพระศาสนจักรประการที่ 1 กำหนดไว้ว่า จงร่วมมิสซาและอย่าทำงานในวันอาทิตย์และวันฉลองบังคับ
                ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเราคาทอลิกที่จะต้องไปวัด เพื่อร่วมการถวายมิสซาบูชาฯตามที่บรรดาเยาวชนได้ตอบแบบสอบถามนั้น
                เป็นที่น่ารักอย่างมาก ที่เห็นว่าคาทอลิกพากันมาวัดทั้งครอบครัว นั่งกันเป็นครอบครัวอาจจะมีบางวัดที่แยกที่นั่งกันระหว่างชายและหญิง แต่ก็น้อยเต็มที
                ที่อยู่วัดหนึ่งที่น่าประทับใจมาก คือ คุณพ่อบ้านก่อสวด ลูกสาวเล่นออร์แกน ส่วนลูกชายอ่านบทอ่าน อีกวัดหนึ่งคุณพ่อเจ้าวัดร่วมกับสภาอภิบาลวัดได้จัดระบบการร่วมมิสซาฯ โดยจัดเวรกันรับผิดชอบพิธีมิสซาฯเป็นครอบครัว เช่น อาทิตย์นี้ครอบครัวนี้รับผิดชอบ หมายความว่า ทำทุกอย่าง เว้นเป็นประธานในพิธี คือ ตั้งแต่จัดดอกไม้ อ่านบทอ่าน ช่วยมิสซา เดินถุงทาน ฯลฯ เป็นภาพที่น่ารักมาก
                บางวัดจัดให้มีพิธีมิสซาสำหรับเยาวชนโดยเฉพาะ เช่น วัดสาย(9.00.) เป็นมิสซาสำหรับเยาวชน ให้เยาวชนร่วมกันรับผิดชอบ อย่างนี้ก็เหมาะสม เพราะพวกเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้าตามรูปแบบของพวกเขา
                คำตอบจากแบบสอบถามมีผลที่น่าพอใจที่เยาวชนยังคิดถึงพระเจ้าในวันอาทิตย์ แต่อย่าให้เป็นเพียงแค่ความคิด ควรจะออกมาในรูปของการปฏิบัติจริงด้วยถึงจะแน่จริง และสำหรับฝ่ายของวัดเอง ก็น่าจะคิดพิจารณาว่าเราจะทำอย่างไรให้เยาวชนมีส่วนในพิธีมิสซาฯให้มากขึ้น

คาทอลิกไม่เห็นด้วยกับการอยู่ก่อนแต่ง

ท่ามกลางกระแสสังคมของวัยรุ่นไทย ที่เห็นว่าเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานเป็นธรรมดานั้น กรรมการคาทอลิกเพื่อการอบรมคริสตศาสนธรรม(หรือศูนย์คำสอน)ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของเยาวชนคาทอลิก ที่มีอายุ 15 – 20 ปี จำนวน 466 คน จากสถานศึกษาทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและความประพฤติตนของเยาวชนในฐานะที่เป็นคาทอลิกรวมทั้งสิ้น 32 หัวข้อ
                ต่อประเด็นคำถามข้อหนึ่งที่ว่า คิดอย่างไรกับการที่หญิงชายอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน เยาวชนจำนวน 49.78 % ตอบว่าไม่เหมาะสม ไม่เห็นด้วย ไม่สมควร ผิดประเวณี น่าอาย ไม่รักศักดิ์ศรี ส่วนอีก 23.69 % ตอบว่าเฉย ๆ เป็นเรื่องธรรมดาของสังคมในยุคนี้ และถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว ในขณะที่ 11.52 % เห็นว่าเป็นเรื่องดี เพราะได้มีโอกาสศึกษานิสัยใจคอของกันและกันก่อน
                ในขณะที่คำสอนของคาทอลิกเองยังคงยืนยันอย่างแข็งขันว่า ชายและหญิงจะมีเพศสัมพันธ์กันได้อย่างถูกต้อง ก็ต่อเมื่อได้ผ่านการกระทำพิธีแต่งงานอย่างถูกต้องแล้วเท่านั้น หมายความว่าคาทอลิกสอนหญิงและชายจะต้องรักษาความบริสุทธิ์ทั้งทางกายและจิตใจจนกว่าจะแต่งงานกัน แม้จะมีการหมั้นหมายกันอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม (คำสอนฯภาค 3 : พระบัญญัติประการที่ 6 ข้อ 2350 )
                พระศาสนจักรเองรู้ดีว่าคำสอนเรื่องการรักษาความบริสุทธิ์ของชายและหญิงเป็นเรื่องที่ยาก จึงได้มีข้อแนะนำให้เยาวชนฝึกฝนที่จะรู้จักปกครองตนเอง ควบคุมตนเอง บังคับตนเอง ประมาณตัวเอง และเป็นต้นอาศัยพละกำลังจากพระเจ้าด้วยการภาวนา และการเข้ารับศีลศักดิ์สิทธิ์บ่อย ๆ เป็นต้นศีลอภัยบาปและศีลมหาสนิท
                คำตอบของเยาวชนที่คิดว่าเรื่องการอยู่ก่อนแต่งเป็นเรื่องธรรมดา หรือเห็นว่าดีด้วยซ้ำไปจึงเป็นเรื่องท้าทายผู้ใหญ่ของพระศาสนจักร ที่จะหาวิธีการอบรบสั่งสอนอย่างไร เพื่อไมให้เยาวชนคาทอลิกของเราหลงตามไปกับกระแสสังคมในปัจจุบัน แต่ให้หันมารักนวลสงวนตัวตามคำสอนของพระศาสนาและตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีของไทยเราต่อไป

เยาวชนคาทอลิกรักพ่อแม่จริง ๆ

ผลการสำรวจความคิดเห็นของเยาวชนเรื่องความรู้สึกต่อพ่อแม่ของกรรมการคาทอลิก เพื่อการอบรมคริสตศาสนธรรมเมื่อปี 2003 จากคำถามปลายเปิดที่ว่า เมื่อพูดถึงพ่อแม่ ความรู้สึกแรกของท่านคือ...” ปรากฏว่า เยาวชนร้อยละ 89 ให้คำตอบที่น่าประทับใจว่า คิดถึงความรัก ความห่วงใย ที่พ่อแม่มีต่อพวกเขา บางคนสำนึกถึงบุญคุณที่ท่านได้เลี้ยงดูพวกเขามาจนเติบใหญ่ บางคนรู้สึกเคารพกตัญญูรู้คุณ ชื่นชมและผูกพัน ในขณะที่บางคนสำนึกผิดที่เคยทำให้พ่อแม่เสียใจอยากจะไปกราบขอโทษส่วนคำตอบอื่น ๆ เช่น บอกว่าเฉย ๆ โดยไม่บอกสาเหตุเพราะอะไร
                คำสอนเรื่องการให้ความเคารพบิดามารดานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก คาทอลิกจะต้องให้ความเคารพนับถือบิดามารดา ในฐานะที่ท่านทั้งสองเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงมอบให้ทำหน้าที่ดูแลตัวของเราในนามของพระองค์ (คำสอนฯภาค – ข้อที่ 2197 เป็นต้นไป) เป็นบทบัญญัติประการที่ 4 ที่เราคาทอลิกทุกคนตะต้องยึดถือปฏิบัติ คือ จงนับถือบิดมารดา
                การนับถือบิดามารดาหมายถึง การให้เกียรติ รักและกตัญญูต่อผู้สูงอายุและบรรพบุรุษ ลูกจ้างต่อนายจ้าง ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต่อผู้บังคับบัญชา พลเมืองต่อประเทศชาติบ้านเกิด ต่อผู้บริหารและผู้ปกครองประเทศ มิใช้จำกัดแค่พ่อแม่ของเราเท่านั้น
                หน้าที่ของบุตรต่อบิดามารดา คือ กตัญญูรู้คุณในฐานะที่ท่านทั้งสองเป็นผู้ให้กำเนิดนบนอบเชื่อฟัง ปฏิบัติตามคำสั่งสอนและขอคำปรึกษาแนะนำจากท่าน เมื่อโตขึ้นต้องรับผิดชอบให้ความช่วยเหลือทั้งทางร่ายกายและจิตใจแก่ท่าน มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพี่ ๆ น้อง ๆ ในครอบครัวและกตัญญูต่อบุคคลที่ช่วยทำนุบำรุงความเชื่อในพระเจ้าให้แก่เรา ได้แก่ ผู้อภิบาล พ่อแม่ทูนหัว ครูคำสอน คุณพ่อ บราเดอร์ ซิสเตอร์ ครูบาอาจารย์ ผู้แนะนำวิญญาณ ฯลฯ (คำสอนฯ ภาค 3 ข้อ 2215 – 2220)
                คำสอนเรื่องการนับถือบิดามารดาเป็นคำสอนที่ง่ายสำหรับเด็ก ๆ แต่สำหรับเยาวชนแล้วพวกเขาเป็นวัยที่กำลังอยากรู้อยากลอง และมักจะติดเพื่อน ฟังเพื่อน และทำตามเพื่อนมากกว่าพ่อแม่บางครั้งความประพฤติของเยาวชนเองอาจจะทำให้พ่อแม่เสียใจได้ ผู้อภิบาลจะต้องให้ความใกล้ชิดและความเป็นเพื่อน เพื่อจะได้ชี้แนะชักจูงพวกเขาให้ปฏิบัติหน้าที่บุตรต่อบิดามารดาให้ดียิ่งขึ้น

บ้านคือวิมานของเรา

มีคำพูดอยู่คำหนึ่งว่า อย่างไรก็บ้านเรา ซึ่งมีความหมายนำนองที่ คนเราไม่ว่าจะเที่ยวไปอย่างหัวหกก้นขวิดอย่างไร สุดท้ายก็ขอกลับมาตั้งหลักที่บ้านดีกว่า
ศูนย์อบรมคริสตศาสนธรรมประเทศไทยได้สอบถามเยาวชนถึงทัศนคติของเขาต่อบ้าน โดยตั้งคำถามว่า ท่านชอบอยู่บ้านไหม
                เยาวชนอายุ 15-20 ปีจำนวน 466 คนให้คำตอบทั้งสิ้น 460 คำตอบ ในคำตอบทั้งหมดร้อยละ 70 ตอบว่า ชอบ ร้อยละ 16 ตอบว่า ชอบบางครั้ง และร้อยละ 10 ตอบว่า ไม่ชอบ ส่วนที่เหลือเป็นคำตอบอื่น ๆ เช่น แล้วแต่อารมณ์ เฉย ๆ  ฯลฯ
                บ้านในที่นี้ อาจจะหมายถึง ตัวอาคารหรือความผูกพันก็ได้ ถ้าเป็นตัวอาคารพ่อแม่มีเงินก็สร้างให้ถูกใจลูก ๆ ได้ง่าย แต่ถ้าหมายถึง ความผู้พันนี้ทุกคนในบ้านต้องร่วมมือกันสร้าง
                สถาบันครอบครัวมีความสำคัญอย่างมาก เราคงได้ยินคำว่า ครอบครัวศักดิสิทธิ์ บ่อย ๆพระศาสนจักรปรารถนาจะให้ทุกครอบครัวยึดเอาครอบครัวของพระเยซูเจ้าเป็นรูปแบบในการดำเนินชีวิต
                นอกจากนั้นยังเรียกครอบครัวว่าเป็น พระศาสนจักรบ้าน หรือบ้านคือ วัดน้อย ๆนั้นเอง
                บ้านหรือครอบครัวคริสตชนเป็นสถานที่ที่ใช้ชีวิตร่วมกันของบุคคลต่าง ๆ เป็นเครื่องหมายและรูปแบบการมีชีวิตร่วมกันของพระตรีเอกภาพ คือ พระบิดา พระบุตรและพระจิต ครอบครัวเป็นที่ให้กำเนิดและให้การอบรมศึกษาแก่บุตร เป็นภาพสะท้อนของผลงานแห่งการสร้างสรรค์ของพระบิดาครอบครัวนั้นได้รับเรียกให้มีส่วนร่วมกันในการภาวนา และการถวายบูชาของพระคริสตเจ้า การสวดภาวนาประจำวันและการอ่านพระวาจาของพระเจ้าทำให้ความรักในครอบครัวเข้มข้นขึ้น และครอบครัวจะต้องเป็นผู้เผยแพร่พระวรสาร
                ความสัมพันธ์ในอ้อมกอดของครอบครัวก่อให้เกิด ความผูกพันทางใจ ต่อสมาชิกทุกคนครอบครัวจึงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งประสบการณ์ต่าง ๆ ของคนเรา ความสุขทุกข์ในครอบครัวเป็นร่องรอย ในชีวิตที่สามารถลบเลือนได้
                ภาระหน้าที่ของผู้นำครอบครัวจึงเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่เท่าไรยิ่งต้องพึ่งพาพระเจ้ามากเท่านั้น ดังนั้นครอบครัวจะต้องยึดพระเจ้าเป็นหลักมั่นไว้เสมอ
                บ้านจะเป็นวิมาน ต้องมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง
                ครอบครัวที่สวดภาวนาและร่วมมิสซาบูชาฯพร้อมกัน ครอบครัวนั้นจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

ซุปเปอร์เพื่อน

ท่านรู้หรือไม่ว่า ซูเปอร์เพื่อน คือใคร ถ้าเป็นซูเปอร์แมนเราคงรู้จักกันดี แต่เจ้าคำ ๆ นี้ เพิ่งได้ยิน ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนแรกที่ใช้คำนี้ มันช่างโดนใจผมจริง ๆ ซูเปอร์เพื่อนในที่นี้ก็คือ สื่อ ต่าง ๆ นั้นเอง
                แบบสอบถามของศูนย์อบรมคริสตศาสนธรรมประเทศไทย ข้อหนึ่งถามเยาวชนคาทอลิกว่า สื่อที่ท่านใช้บ่อยที่สุดคือ...”
                คำตอบของเยาวชนจำนวน 468 คน มีความหลายหลากกันไปในจำนวนตัวเลขที่ใกล้เคียงกัน หรือแตกต่างกันไม่มากนัก เรียงลำดับมากน้อยได้ดังนี้ โทรทัศน์ 23.08 % โทรศัพท์ 22.22 %
                เรื่องของสื่อในสมัยปัจจุบันมีบทบาทและมีอิทธิพลมากขึ้นทุกขณะ สื่อมีทั้งประโยชน์และโทษ สื่อให้ความรู้และสร้างทัศนคติแก่คนได้โดยไม่รู้ตัว เราสังเกตได้ว่าอะไรที่ออกสื่อบ่อย ๆ สิ่งนั้นย่อมเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง อะไรที่พูดถึงบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ คนเราก็จะติดและคล้อยตาม สื่อสามารถบุกเข้าถึงตัวของเด็กและเยาวชนอย่างที่ยากจะควบคุม
                พระศาสนจักรเองเห็นความสำคัญของสื่อ พระศาสนจักเองใช้สื่อเพื่อประการข่าวดีของพระเยซูเจ้า
                พระบัญญัติประการที่ 6 “อย่าทำบาปอุลามก คือ บาปที่เกี่ยวกับเรื่องทางเพศและความบริสุทธิ์ ได้ให้คำสอนเรื่อง สื่อลามก ได้แก่ การนำเอากิจกรรมทางเพศ จากการลักลอบร่วมประเวณีของสอบุคคลซึ่งเป็นของจริงหรือลอกเลียนแบบกระทำฉันสามีภรรยา ซึ่งเป็นเรื่องภายในของคู่สามีภรรยาต่อกันมาใช้ในทางที่ผิด เป็นการทำลายศักดิ์ศรีของผู้ร่วมกระทำ เนื่องจากว่าแต่ละคนกลายเป็นสิ่งปรนเปรอความพอใจชั้นต่ำและทำให้คนอื่นได้รับผลที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดภาพลวงในโลกแห่งความเพ้อฝัน เป็นความผิดร้ายแรง เจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองควรป้องกันการผลิต และการเผยแพร่สื่อลามกเหล่านี้
(คำสอนฯ ข้อที่ 2354)
                คำสอนของคาทอลิก จึงสนับสนุนให้ใช้สื่อในทางที่เป็นประโยชน์เท่านั้น สื่อใดที่ทำให้จิตใจของคนตกต่ำ ถือว่าเป็นบาปอันร้ายแรง ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นผู้ผลิต ผู้จำหน่ายแจกจ่าย ผู้แสดง ผู้ชม อาชีพเช่นนี้ จึงเป็นอาชีพต้องห้ามอย่างหนึ่งของคาทอลิก
                คาทอลิกจะต้องไม่ผลิตหรือยุ่งเกี่ยวหรือให้การสนับสนุนการผลิตสื่อลามก ผู้กำกับ ผู้เขียนบทนักแสดงคาทอลิกจะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวหรือแสดงบทบาทที่ส่อไปในทางอุลามก คาทอลิกจะต้องไม่ทำธุรกิจเหล่านี้ และคาทอลิกทุกคนจะต้องไม่สนับสนุนและนำเอาสิ่งเหล่านี้เข้าบ้านเป็นอันเด็ดขาด เยาวชนคาทอลิกต้องคบแต่ ซูเปอร์เพื่อนที่ดี เท่านั้น